HOME » Bmw » Series 5
 BMW Series 5  โฉม E34  V–NOSE (9095)

ต้องยอมรับช่วงนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถพบเห็นรถรุ่นนี้ได้อย่างไม่ยาก เห็นมากกว่าเมื่อตอนมันเปิดตัวเสียอีก ทั้งนี้อาเนื่องจาก ราคาค่าตัวของมันในตลาดมือ2 ที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับค่าอื่นๆ ที่ขนาดตัวใกล้ๆกัน อีกทั้งเมื่อนำไปติดแก๊สแล้ว ยังมีพื้นที่เก็บของด้านท้ายอยู่มากโข หากไม่พอใจในเครื่องยนต์หรือว่าเครื่องพังแล้ว การนำไปเปลี่ยนเครื่องก็ทำได้ง่ายส่วนมากแล้วจะวางJZ เทอร์โบได้ พื้นที่ในห้องเครื่องใหญ่พอด้วยเหตุผลเหล่านี้ กระแสความนิยมของมันจึงมากขึ้นแต่ ถ้าคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้รถE34 อยากถามว่ารู้จักมันมากน้อยเพียงใด ติดตามความรู้เล็กๆน้อยๆได้ในบทความนี้BMW E34 ปรากฏตัวครั้งแรกเมื่อปี 1989 ทำตลาดแทนที่ E28ตัวถังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยความกว้าง 1.751เมตรยาว 4.20เมตร (ซึ่งกว้างกว่าE28 ราวๆ 5ซม. ยาวกว่าถึง 10ซม.)และเพื่อเสถียรภาพที่มั่นคงในการวิ่ง จึงยืดระยะห่างล้อหน้ากับล้อหลังเป็น 2.761เมตร ทั้งหมดนี้ทำให้น้ำหนักสูงถึง1.6ตัน ถึงจะมีขนาดของตัวถังจะใหญ่โตขึ้น และน้ำหนักมากขึ้น แต่ค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานต่ำสุดอยู่ที่ 0.3 ช่วยลดเรื่องลมปะทะตัวถังได้มากทีเดียว ถือว่าพลิ้วไหวใช้ได้ช่วงแรกของการเปิดตัวทำตลาดนั้นรูปลักษณ์เป็นอย่างที่เห็นด้าน บนนี้ ไตคู่ด้นหน้ามีขนาดเล็ก และกระจกมองข้างใหญ่(เค้าเรียกว่าหูใหญ่ แต่ผมคิดว่ามันเล็ก และมองไม่ค่อยเห็น)และสำหรับรถที่ขายในประเทศไทยนั้น ไฟเลี้ยวทั้งหมดเป็นสีส้ม เครื่องยนต์ที่ใช้นั้นเป็น M20 ความจุ 2ลิตร 6สูบแถวเรียง ขับหลังกำลังสูงสุด 126แรงม้า ที่ 6,000รอบต่อนาที หลังจากเปิดตัวได้ไม่นานก็มีการเปลี่ยนแปลงด้านขุมกำลังใหม่โดยใช้หัวฉีดมัลติพอยท์ (ของเดิมเป็นเจ็ตทรอนิกส์)มาในรหัส M50B20 ความจุ 2ลิตร 6สูบเรียงเช่นเดิม แต่มีกำลังสูงสุดเป็น 150แรงม้า ที่ 5,900รอบต่อนาทีE34 5er นอกจากจะมีตัวถังแบบSedan แล้วยังมีแบบTouringเพื่อทำตลาดคนรักครอบครัวอีกด้วย ครึ่งคันหน้าใช้อะไหล่ร่วมกับSedanได้ แต่ครึ่งคันหลัง ดูเผินๆก็ไม่ได้แตกต่างนัก แต่จริงๆแล้วใช้ร่วมกันไม่ได้เลย แม้กระทั่งไฟท้าย(ผมก็เพิ่งรู้)ก่อนที่จะไมเนอร์เชนจ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์อีกครั้งโดยเครื่องใหม่นี้ยังเป็นรหัสM50 แต่ความจุเพิ่มมากขึ้นเป็น 2.5และมีการเพิ่มระบบVanos ซึ่งก็คือวาล์วแปรผัน คล้ายกับVVT-I มีกำลังสูงลิ่วถึง 192แรงม้า ที่5,900รอบต่อนาที ทั้งนี้ไม่มีระบบอัดอากาศใดๆทั้งสิ้นช่วงราวปี93 มีการทำไมเนอร์เชนจ์ให้กับE34 เพื่อให้ดูทันสมัยขึ้นด้วยการเปลี่ยนไตคู่(จมูก)ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนกระจกมองข้างหูเล็ก(ดูรูปคันสีขาวบนสุด) โดยเครื่องยนต์ใช้ตัวเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจนสิ้นอายุขัยเมื่อปี 1996จากอานิสงค์ของขนาดตัวถังที่ใหญ่ขึ้น ทำให้พื้นที่ภายในกว้างขวางขึ้นด้วย แต่อย่าได้เอาไปเทียบกับซีรี่ย์5ใหม่ๆ เพราะทุกครั้งที่เปลี่ยนโมเดล มันย่อมใหญ่ขึ้นแน่นอนอุปกรณ์ภายใน ไม่ได้หรูหราอะไรมากนัก เน้นการใช้งานจริงเสียมากกว่า เช่นคอนโซลหน้าที่เอียงเข้าหาคนขับ เพื่อความสะดวกในการปรับ ,ช่องแอร์ด้านหลังที่คอนโซลกลาง อีกทั้งเบาะคู่หน้าปรับด้วยไฟฟ้า พร้อมเมมโมรี่ ,ม่านบังแดดไฟฟ้าด้านหลังออปชั่นเสริมเพิ่มเติมต่างๆนั้น พบได้ในต่างประเทศเช่น ออนบอร์ดคอมพิวเตอร์ ใช้ดูและควบคุมการทำงานของระบบต่างๆในรถ ,แอร์ออโต้(ประเทศไทยเป็นแบบบิด เหมือนเตาแก็ส)สีภายในถ้าเป็นรถในไทยจะเป็นสีดำ ช่วงปีหลังๆจะมีสีเบจด้วยแต่ถ้าเป็นตัวนอก จะมีสีน้ำเงินม่วงๆ (ซึ่งผมว่าไม่ค่อยสวยเลย)ด้านความปลอดภัย ก็ไม่มีอะไรที่แปลกแตกต่างจากคนอื่นมากนักระบบดิสก์เบรก 4ล้อ พร้อมABS ที่มีมาให้ตั้งแต่ตัวแรก ส่วนถุงลมนิรภัยจะพบได้ในรถตั้งแต่ปี 94ขึ้นมาเท่านั้นภายในรถไม่มีจุดไหนเลยที่เป็นเหลี่ยมมุม เพื่อให้ความปลอดภัย แก่ผู้นั่ง หากเกิดอุบัติเหตุ ชนที่ความเร็วไม่เกิน15กม./ชม.ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวถัง (คือมันลดแรงกระแทก)                       

ะกล่าวต่อไปนี้BMW E34 แบ่งออกเป็น    รุ่นย่อยๆตามช่วงปี

1. ปี89-91 เครื่องM20 จมูกเล็ก กระจกมองข้างแนบกับตัวถัง

2. ปี91-93 เครื่องM50 ไม่มี vanos ตัวถังยังคงเหมือนเดิมภาษาวงในจะเรียกรุ่นนี้ว่า รุ่นไม่โนส3. ปี92-94 เครื่องM50 Vanos เปลี่ยนกระจกมองข้างเป็นหูเล็กคือ แบบที่เป็นก้านยื่นออกมา เรียกรุ่นนี้ว่า V-Nose4. ปี94-96 เครื่องM50 Vanos จมูกโต หูเล็ก มีถุงลมนิรภัย

เรียกรุ่นนี้ว่า Big-Nose

ที่บอกนี้ก็ต้องระวังบางทีประกาศขายว่าเป็นบิ๊กโนสแล้ว ขอให้ดูที่กระจกมองข้างด้วย เพราะส่วนมากเวลาแปลง มักจะเปลี่ยนแค่จมูก กับฝากระโปรงหน้าเท่านั้น (แบบว่าเอาง่ายๆเข้าว่า)นอกจากนี้ก็ควรสังเกตุเครื่องยนต์ด้วยเพราะถ้าBig-noseจริง จะต้องมีVanos ด้านหน้าเครื่องเรื่องพวกนี้ก็ควรทราบไว้บ้าง กันเต็นท์โก่งราคาเกินควรคือถ้าจะบวกราคาเพิ่มก็ไม่ควรจะมากนักถ้าเทียบในปีเดียวกันเพราะยังไงรถก้ปีเก่าในความคิดของผมนั้นถ้าเค้าแปลงหน้ามา แต่ขายในราคาตามปีก็ถือว่าเราได้กำไรพพอสมควรเลย แต่ถ้าหากแปลงมาแล้วขายตามราคาของBig-nose ทั้งๆที่ตัวมันเป็นไม่โนส ก็ไม่ไหวละครับกำลังสูงสุด 129 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาทีแรงบิดสูงสุด 164 นิวตันเมตร ที่ 4300 รอบต่อนาที

 

   BMW Series 5  โฉม E39  (01-04)


ในต่างประเทศนั้น เกียร์ ธรรมดาของ
E39 มีให้เห็นในรถเกือบทุกรุ่น แต่สำหรับไทย ไม่เป็นที่นิยมเลย ไม่มีการผลิตขายให้ได้ใช้กัน แฟน ๆ เกียร์ธรรมดาของ BMW ต้องไปหามาใส่กันเอง เกียร์อัตโนมัติของ E39 นั้น เป็นระบบเกียร์ไฟฟ้า ที่เรียกว่าHydramaticพัฒนาโดย GM'Cadilacและ Oldsmobile รู้อย่างนี้แล้ว คงหาทางออกเรื่องอะไหล่เกียร์กันได้บ้าง เพราะ Oldsmobile ก็คือ OPEL นั่นเอง อะไหล่หลายตัวสามารถไปหยิบยืมกับ OPEL ได้ และเกียร์รุ่นเดียวกันยังอยู่ในรถอีกหลาย ๆ รุ่น หลายยี่ห้อ เช่น RollRoyce Opel อะไหล่เกียร์เลยไม่น่าห่วงอีกต่อไป เพราะขายตั้งแต่รถราคาแพง ๆ ยันรถถูกๆ เลยสิ่งที่น่าสนใจกับระบบเกียร์ไฟฟ้า ตัวนี้ นอกจากระบบ Manual แล้ว ยังมีส่วนที่เรียกว่า  ADAPTIVE  เกียร์Autoทั่วๆ ไปนั้นจะถูกสั่งงานให้จับ Clutch และ เปลี่ยนเกียร์ ตามตำแหน่งรอบความเร็วที่กำหนดไว้ แต่ เกียร์ของ BMW นั้น มันเรียนรู้การขับขี่ของเจ้าของรถได้ ถ้าคุณได้รถมาใหม่ ๆ เกียร์จะถูกตั้งไว้ค่ากลาง ๆ แต่พอใช้ไปซักพัก เกียร์จะเรียนรู้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ที่เหมาะสม และ Lock up clutch จะทำงานในจังหวะที่เหมาะสม สมมติว่า นาย ก ขับ E39 ในเมือง ตลอดเวลา ออกตัวรุนแรง เบรคแล้วจมรถหยุดกันไป รถจะเรียนรู้การขับขี่แบบนี้ โดยจะออกตัวด้วยเกียร์ 1 และลากเกียร์ 1-2 ยาว กว่าจะเข้าเกียร์ 3 ซึ่งอาจจะลากยาวไปถึง 70 km/h ก่อนจะเข้าเกียร์ 3 แต่ นาย ข ขับรถรุ่นเดียวกัน ไปต่างจังหวัด ค่อย ๆ ออกตัว วิ่งนิ่ง ๆ รถจะเข้าเกียร์ 5ให้ตั้งแต่ความเร็ว 60 km/h และlock clutch นิ่งไว้เลย ทำให้คนสองคนนี้ รับรู้การสิ้นเปลืองน้ำมันอย่างแตกต่างกัน นาย ข อาจจะได้ 15km/l นอกเมือง แต่นาย ก ได้แค่ 11 Km/l นอกเมือง ทั้ง ๆ ที่เป็นรถรุ่นเดียวกันแต่หากนาย ข เอารถคันนี้ แวะไปในเมืองเมื่อไหร่ จะรู้สึกว่า รถ นั้นวิ่งอืดอาด ออกตัวช้ามากมาย เพราะ รถเข้าเกียร์ 3 ให้ตั้งแต่ 20 km/hrแล้วก็เป็นได้ ซึ่งหากไม่เข้าเมืองบ่อย ๆ ก็จะไม่มีการปรับค่าเหล่านี้ให้นี่เป็นเหตุผลคร่าว ๆว่าทำไม บางคน ถึงใช้รถรุ่นนี้ มีอัตราสิ้นเปลือง อยู่ราว ๆ5 km/l ในเมือง และ 11km/l นอกเมือง ทั้ง ๆ ที่ spec และการทดสอบเคลมไว้ถึง 15 Km/l

 

BMW Series 5  โฉม E60 04-07

BMW Series 5คือ รถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงมาจาก BMW E39 ในปี 2003 มันถูกแทนที่ด้วยBMW F10เดือน  มีนาคม E60 ที่มีอยู่ในซีดาน และสถานีบรรทุก (E61) แพลตฟอร์ม BMW M5 เป็นรุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นหนึ่งในรถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด

การพัฒนา

การพัฒนาโปรแกรมสำหรับ E60 เริ่มต้นจนในปี 1997จบในปี 2003

การเปรียบเทียบ

ในขณะที่มันคล้ายคลึงกันหลายชุด E60 แตกต่างจากรถ BMW อื่นๆในการผลิตในช่วงเวลานั้น E60 มีความยาวกว้างหนักและสูงกว่ารุ่นก่อนหน้า ซึ่งแปล เป็นภายในมากขึ้นและพื้นที่ลำต้น E60 แนะนำภาษาการออกแบบที่แตกต่างกันไปยังบรรทัด 5-series กับร่างกายมากกลมและภายในในขณะที่ไม่ขับรถที่มุ่งเน้นเช่นเดียวกับใน E39 เป็นแบนเช่นเดียวกับใน E65 7 ชุดที่มีจอ LCD, ปุ่มขั้นพื้นฐานและ ระบบ iDrive

ส่วนตัวผมเชียร์ 520d คับ ถ้าไม่เกี่ยงเรื่องเสียงนะ เรื่องเสียงอย่างเดียวจิที่เป็นข้อเสีย
ได้ทั้งความแรงและประหยัด ผมใช้อยู่แรงมากคับต้นเหยียบทีหลังกระแทกเบาะ  
ถ้า 520d มันมีตัวก่อนไมเนอและหลังไมเนอคับ รวมทั้งตัวเบนซิล525i แต่แนะนำว่าให้เล่นตัวหลังไมเนอร์เชนคับ
เพราะจะปรับปรุงหลายอย่าง เช่น ไฟหน้าไฟท้าย ภายใน แล้วที่สำคัญเครื่องดีเซลตัวหลังถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นเป็น 177แรงม้าส่วนตัวผมว่าเครื่องดีเซลตัวหลังเงียบกว่าด้วยคับ ผมเคยไปลองระหว่างตัวก่อนและหลังมา
เรื่องประหยัดๆ เติมเต็มถังวิ่ง ได้เกือบทั้งอาทิตย์  วิ่งในเมืองนะคับ ยังไม่เคยไปวิ่งนอกเมือง
520d มีเทอร์โบชาร์จอยู่ในตัว ความแรงไม่ต้องพูดถึง ต้นจนถึงปลาย เหยียบทะลุ200ได้สบายเลยคับ แต่อย่าวัดกับ 525iก็พอ 

BMW 5-Series โฉม F11 ปี 11-13

 LCI หรือรุ่นปรับโฉมของตัวถัง F07/F10/F11 เพิ่งจะได้รับการเปิดตัวไปเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้

แต่ล่าสุด BMW ปล่อยรถโปรโตไทป์ของ BMW 5-Series รุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ออกมาแล้ว! นับเป็นความเคลื่อนไหวที่รวดเร็วไม่น้อย เพราะรถยนต์รุ่นนี้มีแผนเปิดตัวในอีก 3 ปีข้างหน้ากันเลยโดยช่างภาพในยุโรป ได้จับภาพโปรโตไทป์ BMW 5-Series ในตัวถังแวกอนเอาไว้ได้ แม้จะเร็วเกินไปที่จะสรุป

ถึงงานดีไซน์ของ 5-Series โฉมใหม่ เพราะรถโปรโตไทป์คันนี้เป็นเพียงการแปะชิ้นส่วนคร่าวๆเพื่อทำการทดสอบงานวิศวกรรมหลักๆ แต่ก็สามารถบ่งได้ว่า มือจับประตูภายนอกได้รับการออกแบบใหม่ เช่นเดียวกับช่องดักอากาศด้านหน้า และเสา A ที่ลาดเอียงกว่าเดิม ชี้ให้เห็นว่าเราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากสำหรับรูปลักษณ์ของ 5-Series ใหม่ อย่างแน่นอนมีการกล่าวว่า BMW ตั้งใจใส่ความพริ้วไหวของแผ่นเหล็กลงไปในงานออกแบบของ 5-Series ใหม่ ให้มากขึ้นจากรุ่นปัจจุบันดังนั้นเราอาจจะได้เห็นความเป็นคูเป้ใน 5-Series ใหม่มากขึ้นก็เป็นได้ และที่สำคัญ BMW เตรียมนำเอาเทคโนโลยีวัสดุ CFRP ที่ถูกใช้ใน BMW i เป็นกลุ่มแรก มาใช้ใน 5-Series ใหม่นี้อีกด้วย เช่น แผ่นหลังคา แผ่นฝากระโปรงหน้าบานประตู และฝาท้าย ทั้งหมดนี้จะช่วยลดน้ำหนักให้กับ 5-Series ใหม่ได้อย่างมาก ซึ่งจะส่งผลให้มีความประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น และช่วยทำให้การบังคับควบคุมเป็นไปได้แม่นยำกว่าเดิมนอกจากนี้ ในส่วนของขุมพลัง BMW ยังได้ท้าทายตลาดกลุ่มนี้ ด้วยการเตรียมเอาเครื่องยนต์ดีเซลแบบ 3 สูบเรียงมาใช้กับรถยนต์กลุ่มนี้เป็นครั้งแรก เสมือนการย้อนกลับไปหาจุดเริ่มต้นของ 5-Series ในยุคที่ยังมีเครื่องยนต์บล็อกเล็กๆให้ผู้บริโภคเลือกใช้ (ด้วยรหัส 518i) เห็นความเคลื่อนไหวแบบนี้แล้ว ผู้ใช้ 5-Series ตัวถังปัจจุบันก็อย่าเพิ่งตกอกตกใจว่ารถยนต์ของตนกำลังจะตกรุ่นเพราะ BMW 5-Series ใหม่ จะพร้อมเปิดตัวในปี 2016 เป็นอย่างเร็วที่สุด